“ I am a Thai graphic Designer ”


กราฟิกดีไซน์ไทย : แปรวิกฤติ… (1-จบ)

กราฟิกดีไซน์ไทย : แปรวิกฤติให้เป็นการประกวด (1)
บทความโดย คุณประชา สุวีรานนท์

r00199521


ในเดือนมีนาคมผ่านมา ผู้เขียนได้รับเมล์ชักชวนให้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ของ

คุณสันติ ลอรัชวี กราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่ง โปรเจ็กต์นี้เป็นการระดมคนมา

ถ่ายรูปตัวเองขณะยืนถือป้ายที่เขียนคำว่า “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย”

แล้วส่งมาร่วมโพสต์บนเว็บไซต์ www. I am a Thai Graphic Designer. Com

คนที่เข้าร่วมเป็นใครก็ได้ที่ชอบทำงานกราฟิกตั้งแต่ผู้ประกอบการอาชีพ

ด้านนี้ไปจนถึงครูบาอาจารย์ นักศึกษา และคนที่สนใจในกิจกรรมนี้

เข้าใจว่าเมื่อได้จำนวนผลงานพอสมควรจะมีการตีพิมพ์และจัดแสดงร่วมกัน

ในอนาคต ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของบริษัทแอนทาลิส (ประเทศไทย)


ในยุคที่พฤติกรรมการแสดงจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องโน้นเรื่องนี้กำลังกลายเป็น

แฟชั่น การ “ชูป้าย” ของนักออกแบบก็อาจจะคล้ายกัน นั่นคือทำเพราะมัน

สนุกดี แต่ I am a Thai Graphic Designer ดูจะมีเนื้อหามากกว่านั้น

คุณสันติเป็นกราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่ง ในบรรดาไม่กี่คนที่สร้างผลงานอันมี

“สาระ” ปรากฏต่อชุมชนกราฟิกดีไซน์และสาธารณชนโดยกว้างมาไม่น้อย

ซึ่งดูเหมือนจะขยันกว่ากลุ่มองค์กรหรือสมาคมที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

ด้วยซ้ำไป

ก่อนหน้านี้ คุณสันติมีโปรเจ็กต์ชื่อ “Design alone can’t change everything”

ซึ่งเป็นการออกแบบโปสเตอร์ เพื่อสิ่งแวดล้อม จุดเด่นของเขาคือเป็น

ดีไซเนอร์ที่พยายามพูด “อะไร” ออกมาในนามของตนเอง

ในขณะที่ดีไซเนอร์ส่วนมากทำตัวเป็นเพียงสไตลิสต์ ซึ่งสนใจกับแค่พูด

“อย่างไร” และใช้ความชำนาญนี้พูดอะไรในนามของลูกค้า เช่นหน่วยราชการ

หรือบริษัทธุรกิจ ชื่อของโปรเจ็กต์บอกตนเองแตกต่างจากการรณรงค์

เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นอย่างดาษดื่นรวมทั้งตั้งคำถามเรื่องบทบาทของ

ดีไซเนอร์โดยกว้าง ไม่ใช่เพียงสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนจึงคิดว่าคุณสันติไม่ได้ชวนคนมาทำเพราะมันสนุกดี แต่น่าจะมีสารที่

ต้องการสื่อถึงคนทั่วไปและหากว่าสารนั้นพูดถึงปัญหาของกราฟิกดีไซน์

ก็น่าจะลองวิเคราะห์ดูว่ามันมี “เนื้อหา” อะไรบ้าง

ด้วยรูปแบบซึ่งดูคล้ายกับการรวมตัวกันของชาวไร่อ้อยหรือ

คนขายลอตเตอรี่ อีกทั้งบรรยากาศของการเผชิญหน้ากันในสนามการเมือง

ขณะนี้ ชวนให้คิดถึง การประท้วงอะไรสักอย่าง การชูป้าย มักจะสื่อว่าคน

ในรูปกำลังแสดงจุดยืน ประท้วง หรือร้องทุกข์ อะไรสักอย่างต่อสังคม

ทุกข์ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติ อาจจะเป็นทุกข์ของ

คนกลุ่มเล็กๆ หรือปัจเจกบุคคล ตัวอย่างการร้องทุกข์ของคนคนเดียวด้วย

การชูป้าย จะเห็นได้จากคลิปภาพชื่อ markbyben (markby ben.com)

ซึ่งทำขึ้นโดยเบน เด็กอายุสิบสี่จากเทมป้า ฟลอลิด้า และเผยแพร่ออกมาใน

ลักษณะคล้ายกับชูคิวการ์ดที่ใช้กันในห้องส่งโทรทัศน์ ทั้งนี้ เพื่อเล่าเรื่องชอง

พ่อของเขาที่ชื่อ มาร์ก ซึ่งกลายเป็นคนว่างงานมากกว่าเก้าปีแล้ว

ทั้งๆ ที่ยังมีความสามารถและอยากทำงานอยู่เป้าหมายคลิปคือเรียงร้องหา

โอกาสให้พ่อของเขาได้ทำงานอีกครั้ง

เทคนิคนี้ไม่ใช่ของใหม่ บางคนอาจจะนึกถึงตอนท้ายของภาพยนตร์

Love, Actually ซึ่งถูกใช้ในฉากสารภาพรักของตัวละครในเรื่อง การชูป้าย

ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าถ้ามีเรื่องราวที่เรียบง่ายแต่กินใจ บวกกับดนตรีชวนเศร้า

คลอเบาๆ อาจจะทำเอาคนดูถึงน้ำตาไหลและเทใจให้ทันที วิดีโอของเบนซึ่ง

ขึ้นYou Tube ในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ใน

ด้าน viral marketing และมาร์เก็ตติ้งด้วยอินเตอร์เน็ต เพราะในเวลาเพียง

สองสัปดาห์มีผู้เข้าชมกว่าหนึ่งแสนคน ที่ติดต่อเสนองานให้แก่มาร์คก็มี

เป็นจำนวนมาก

แน่นอน สิ่งที่เรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์กำลังสื่อสารหรือร้องทุกข์ คงไม่ใช่เพื่อ

งานสักตำแหน่งหรือผลประโยชน์สักก้อน แต่เป็นการประกาศตัวตนหรือ

ที่เรียกกันด้วยศัพท์การเมืองว่าสำแดงพลัง ผู้เขียนจึงเข้าเว๊บไซต์ของ

โปรเจ็กต์ ( http://www.iamathaigrahicdesigner.com) และได้พบคำแถลงของ

เจ้าของโครงการที่กล่าวว่าทำเพื่อ

“. . .นำเสนอตัวตนและการมีอยู่ของนักออกแบบกราฟิกไทย”

เว๊บไซต์ไม่ได้พูดถึงที่มาปัญหาไว้มากนัก แต่ผู้เขียนขอเดาว่าที่ต้องมาสำแดง

พลังกันเพราะอาชีพนี้ไม่เป็นที่รู้จัก ถึงแม้จะมีจำนวนมากมายทุกซอกทุกมุม

ของสังคมและมีผลงานเสนอต่อสังคมอยู่เสมอ ที่สำคัญรูปแบบของ

การเข้าร่วมโปรเจ็กต์หรือการโผล่หน้าขึ้นมาของผู้ออกแบบป้าย

เป็นการบอกอยู่ในตัวว่าปัญหาของอาชีพนี้อยู่ที่ไม่มีหน้าตา

ภาวะไร้หน้าตา หรือเรียกกันหรูๆ ว่า “วิกฤตอัตลักษณ์” เกิดขึ้นเพราะอะไรนั้น

ผู้เขียนขอใช้วิธีเดาอีกว่า แต่เดิมนั้น กราฟิกดีไซน์จะตกเป็นเป้าสายตา

ก็ต่อเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สำหรับคนทั่วไป สิ่งนี้เป็นเหมือนอุปกรณ์เครื่องใช้

จะเป็นโลโก้ เว็ปไซต์ ป้ายบอกทาง หรือเอกสารโฆษณา ต่างก็มีไว้เพื่อบรรลุ

จุดมุ่งหมายหนึ่งๆ เมื่อเราบรรลุจุดมุ่งหมายเหล่านั้น อันได้แก่

การส่งผ่านข้อมูลความรู้ ค้นหาเส้นทาง หรือเลือกซื้อสินค้าแล้ว

ก็ถือว่าแล้วกันไป หากว่าเครื่องมือนั้นๆ ทำงานได้ดี และไม่น่าเกลียดจน

กลายเป็นมลภาวะของสังคม ก็จะไม่มีใครคิดถึงดีไซน์

ความเชื่อดั้งเดิมคือ กราฟิกดีไซน์ที่ดีหมายถึงการสื่อสารได้รวดเร็วและ

ซื่อตรงอันเป็นคุณสมบัติขึ้นพื้นๆ ฟังดูเป็นกิจกรรมที่ “เรียบ” จนไม่น่าจะ

มีกระบวนการสร้างหรือเสพที่ซับซ้อน และ “ง่าย” เสียจนใครๆ ก็น่าจะทำได้

ในแง่นี้ใบหน้าของดีไซเนอร์จะผุดขึ้นมาในความคิดของคนก็ต่อเมื่อ

อุปกรณ์นั้นชำรุด หรือใช้การใช้งานไม่ได้ ซึ่งหมายถึง สื่อสารในสิ่งที่

ไร้ประโยชน์ พาคนหลงทิศผิดทาง และเจือปนด้วยคุณค่าที่ล้าสมัย

กระบวนการสร้างกราฟิกดีไซน์จะเรียบและง่ายจริงหรือไม่ก็ตาม

ผลงานโด่งดังของวงการ เช่น แผนที่ลอนดอนอันเดอร์กราวด์

โลโก้ของ Target ตลอดจนสติ๊กเกอร์ ‘อย่าเห็นแก่ตัว’ ต่างบรรลุสถานะสูงสุด

เพราะเรียบจนมีพลังและง่ายจน (ดูเหมือนว่า) ใครๆก็น่าจะทำได้

ในเงื่อนไขหรือกรอบความเชื่อนี้ คนออกแบบจึงได้แสดงความรับผิดชอบ

ด้วยการไม่สอดแทรกตัวตนหรือออกมารับเครดิตใดๆ

ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวและซ่อนหน้าตาไว้เบื้องหลังผลงาน

ถ้า I am a Thai Graphic Designer เป็นคำประกาศจุดยืนของ

กราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่ สิ่งที่พูดออกมาคือ ผลงานเหล่านี้มีสถานะใหม่

กล่าวคือมีเนื้อหาที่ออกมาจากตัวตนของนักออกแบบโดยตรงและคนคนนี้

มีสิทธิ์ที่จะแสดงอัตลักษณ์อย่างเปิดเผย หรืออีกนัยหนึ่งเรียกร้องให้สังคม

พึงสังวรว่า “พลังของกราฟิกดีไซน์” มาจากผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ที่เป็นปัจเจกบุคคล

อย่างไรก็ตาม การโชว์หน้าตาหมายความว่า อยากรับผิดชอบ

หรือดังที่คำขวัญของ สไปเดอร์แมน เตือนไว้ :

“พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่”

หากกราฟิกดีไซเนอร์ต้องการโผล่ตัวตนออกมาจากผลงาน

นั่นหมายความว่าไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร เขาพร้อมจะรับทั้งผิดและชอบ

ทั้งกับความล้มเหลวและสำเร็จของผลงานตนเอง

กราฟิกดีไซน์ไทย : แปรวิกฤติให้เป็นการประกวด (จบ)


โปรเจ็กต์ I am a Thai Graphic Designer ของ คุณสันติ ลอรัชวี เป็นนิมิตใหม่ของ

วงการกราฟิกดีไซน์ไทยเพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่นักออกแบบพูดอะไรด้วยตัวเอง

แต่การโผล่หน้าตาออกมาจากผลงานก็เป็นสิ่งที่น่าวิจารณ์เหมือนกัน

เมื่อได้รับเมล์ของโปรเจ็กต์ ปฏิกิริยาแรกของผู้เขียนคือรู้สึกขำๆ เพราะมันดูเหมือน

เป็นงานประกวดงานออกแบบซึ่งจัดกันบ่อยในรอบไม่กี่ปีมานี้ และแม้ไม่มีรางวัลอะไร

ก็มักจะเป็นโอกาสสำหรับอวดหน้าตาและแสดงฝีมือในหมู่คนคอเดียวกัน

อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าต่อจากนี้อาจจะมีการโหวตลงคะแนนเสียงทาง SMS

ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดกลุ่มดีไซเนอร์ออกเป็น เท่ที่สุด” ตลกที่สุด” “ย้อนยุคที่สุด

หรือมีฟอนต์ใหม่ๆมากที่สุดฯลฯ จากนั้นก็อาจจะมีการแจกรางวัลกัน

งานประกวดเป็นเส้นชีวิตของดีไซเนอร์อยู่แล้ว รูปแบบนี้เฟื่องฟูมากขึ้นเมื่อกลายเป็น

รูปแบบของการสำแดงพลังของคนในวิชาชีพ โดยเฉพาะเมื่อต้องการแสดง

ความรับผิดชอบต่อปัญหาสังคม เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติขนาดย่อมๆ

(เช่น โรงเรียนชนบทไม่มีทุนแจกอาหารกลางวัน) หรือภัยธรรมชาติขนาดมหึมา

(เช่น ภาวะโลกร้อนหรือวาตภัยสึนามิหากดีไซเนอร์ถูกเรียกร้องให้ช่วยกันหาทางบำบัด

ปัดเป่า สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำคือ จัดประกวด

หากต้องการเสนอปัญหาเช่น ภาวะไร้หน้าตาของกราฟิกดีไซเนอร์มาถกเถียง

หาทางออกกันก็ได้ แค่ถ้าจะระดมกำลังกันจริงๆละก็ ไม่มีอะไรดีกว่าการจัดประกวด

ปัญหาคืองานประกวดส่วนมากชอบเสนอตัวว่าเป็นการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส

ซึ่งจริงๆแล้ว หลายๆงานน่าจะถูกเรียกว่าแปรวิกฤติให้เป็นเทศกาลรื่นเริง

ที่สำคัญในขณะที่สถาปนิกสามารถแปรสึนามิให้เป็นแบบบ้านสำหรับคนจน

หรืออนุสาวรีย์สำหรับผู้เสียชีวิต กราฟิกดีไซเนอร์ชำนาญในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็น

สิ่งที่ผิวเผินกว่านั้น เช่น โปสเตอร์ เสื้อยืด และถุงผ้า

ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะแม้กระทั่งในทางธุรกิจ เมื่อลูกค้ามีปัญหา เช่น ยอดขายตก

ผู้บริหารชุดเก่าถูกโละทิ้งหรือสถานีโทรทัศน์ถูกยุบ ทางแก้ของกราฟิกดีไซเนอร์มักจะ

เป็นการช่วยกันออกแบบโลโก้ โบรชัวร์ เอกสารโฆษณา

(รวมทั้งโปสเตอร์ เสื้อยืด และถุงผ้าการประกวดกราฟิกดีไซน์ได้กลายเป็น

เครื่องสำอางตกแต่งหน้าตาของลูกค้าและนักออกแบบ

มากกว่าจะหวังให้ผลงานมีผลสะเทือนอย่างจริงจัง

ถ้าการประกวดเป็นวิกฤติอย่างหนึ่งของดีไซเนอร์

การคิดจะแก้วิกฤติอัตลักษณ์ด้วยการประกวด

ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองและฟ้งถึงความล้มเหลวของวิชาชีพ

ไม่ผิดอะไรที่เราจะรับมือกับวิกฤติด้วยการตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรที่เราถนัด

ซึ่งในที่นี้ คือการเลือกฟอนต์ โชว์หน้าตานักออกแบบและจัดการประกวด

แต่ผู้เขียนก็อดคิดไม่ได้ว่าความสามารถของดีไซเนอร์

ไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่สมน้ำสมเนื้อกับวิกฤติที่ว่ากำลังเผอิญอยู่

ถ้าเข้าใจไม่ผิด โปรเจ็กต์นี้เป็นการประกาศว่ากราฟิกดีไซเนอร์ไทยมีความพร้อม

ที่จะเป็นชุมชน เพราะในคำแถลงของโปรเจ็กต์นอกจากจะบอกว่าต้องการสำแดง

ตัวตนนักออกแบบแล้ว ยังบอกด้วยว่า “…พร้อมที่จะเปล่งเสียงออกมาให้สังคมโดยรวม

ได้รับรู้ถึงความพร้อมของเครือข่ายนักออกแบบกราฟิกด้วยกันเอง…”

แต่ถ้าถามว่าชุมชนนี้พร้อมสำหรับทำอะไรนั้นไม่ได้บอกไว้ให้ชัดเจน

ผู้เขียนรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่กิจกรรมเล็กๆ จะมีข้อเสนอและมาตรการที่ใหญ่เกินตัว

(เช่น การยุบสถาเปลี่ยนรัฐบาล และยึดทำเนียบ สนามบิน) อีกทั้งการงดเว้นการชี้แจง

แสดงสาเหตุที่กราฟิกดีไซเนอร์ต้องมาสำแดงพลังกันอาจจะเป็นการดี

(เช่น ปล่อยให้คนดูค้นหาสาระกันเอง) แต่ก็ยังเห็นว่าน่าจะพูดอะไรออกมาได้มากกว่า

การชูป้าย ถ้าพร้อมที่จะพูดถึงปัญหาของวงการคำถามว่ากราฟิกดีไซเนอร์มีปัญหาอะไร?

เป็นโจทย์ที่ต้องการอะไรมากไปกว่าการแสดงไหวพริบปฏิภาณในการเลือกฟอนต์

และน่าจะประกอบด้วยเนื้อหา ซึ่งอาจจะเป็นความคิดเห็นในรูปอื่นๆ ด้วย

ไม่ใช่เพียงหน้าตาของผู้พูด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีเนื้อหามากกว่าสำแดงตัวตนในแง่ปัจเจกบุคคลหรือไม่

นอกเหนือจากการเลือกฟอนต์ โชว์หน้าตานักออกแบบ และจัดการประกวดโปรเจ็กต์

สามารถพูดถึงวิกฤติอัตลักษณ์ในแง่วิชาชีพหรือปัญหาของนักออกแบบ

ในวงกว้างได้มากน้อยแค่ไหน

นั่นเป็นข้อสังเกตต่อโปรเจ็กต์ ไม่ใช่ผลงานของผู้เข้าร่วมส่งผลงาน

เพราะถ้าได้เห็นผลงานเหล่านั้นแล้ว ต้องยอมรับว่ามีความพยายามพูดถึงสิ่งเหล่านี้

พอสมควร ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากการโชว์สไตล์และโผล่หน้าตาออกมาจากผลงาน

บางคนพยายามใส่เนื้อหาอื่นๆ เข้าไปด้วย โดยเพราะถ้าเราคำนึงถึงว่า

ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทยเป็นข้อความที่กว้างและเป็นกลาง

เสียจนไม่เอื้อต่อการพูดอะไรมากมาย แต่หลายคนก็ได้แสดงฝีมือในการทำให้

สไตล์ของตัวอักษรและป้ายพูดอะไรบางอย่างออกมา

บางชิ้นงานสะท้อนความจริงของวงการ (เช่นพูดถึงความมากมายหลายระดับของ

ผู้ที่ใช้ดีไซน์) ; บางชิ้นงานเล่นกับมุมมองของผู้คน (เช่นใช้ลักษณะลวงตาชองป้ายและรูปถ่าย) ;

ส่วนในบางชิ้นงาน หากผู้ออกแบบตั้งใจให้อ่านความหมายได้หลายชั้น เราก็จะพบได้ว่ามี

นัยเสียดสีอยู่ไม่น้อย มีทั้งต่อภาวะไร้หน้าตาของอาชีพ (เช่น กริยาชูป้าย) รวมทั้งเนื้อหาและ

จุดมุ่งหมายของโปรเจ็กต์นี้เอง (เช่นการใช้ภาษาอังกฤษบอกความเป็นไทย

และการใช้แบบฟอร์มสมัครงาน)

หากถือว่านี่เป็นเวทีที่พูดถึงวิกฤติอัตลักษณ์ของกราฟิกดีไซเนอร์ไทย

ผลที่ได้ก็เป็นความคิดเห็นที่หลากหลายทีเดียว

อาจจะฟังดูเหมือนเพ้อฝัน แต่ผู้เขียนเชื่อว่ากิจกรรมเล็กๆ เช่นการชูป้ายของคุณ สันติ ลอรัชวี

เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ในประวัติศาสตร์

มีตัวอย่างแล้วว่ากิจกรรมเล็กๆ อาจจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่

เช่น การปิดป้ายงดสอบหน้าห้องสอบ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516; การใส่เสื้อสีเหลืองแล้วออกจากบ้านไปชุมนุม

นำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2549 หรือคลิป markbyben สามารถระดมความเห็นใจ

จากทุกสารทิศ อย่างน้อยที่สุดโปรเจ็กต์มีพลังทำให้คนเราหันหน้าเข้าหากัน

ทั้งๆที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน I am a Thai Graphic Designer.

ย่อมทำให้คนในวงการมาเจอหน้าและรู้จักกัน

เจอกันแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม ต้องมาว่ากันอีกที อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์ก็มีตัวอย่าง

เช่นกันว่ามนุษย์เราชอบโปรเจ็กต์มาก การประกวดพับนก วิ่งกระสอบ หรือปิดตาตีหม้อ

(รวมทั้งออกแบบโปสเตอร์ เสื้อยืดและถุงผ้า) ก็เป็นโปรเจ็กต์มีพลังในการดึงดูดคน

ให้เข้าร่วมแต่พลังนี้อาจจะไม่ได้นำไปสู่อะไรนอกจากการเจอหน้าและรู้จักกัน

I am a Thai graphic designer. เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ไม่มีใครบอกได้ว่าจุดเริ่มต้นนี้จะนำไปสู่อะไรบ้าง



7 Comments so far
Leave a comment

งานนี้มันวินวินมากๆ เลยครับ
ใครอยากอวดก็ได้อวด
ใครอยากโชว์ก็ได้โชว์
ใครอยากสนุกก็ได้สนุก
ฯลฯ

ถอยออกมามองลงไปในภาพกว้าง…ก็ยังมีอะไรๆ ให้คิดต่ออีกมากมายในทุกชิ้นงานที่ส่งเข้ามา

Comment by antizeptic

วิกฤตอัตลักษณ์ในความเข้าใจของเราตอนนี้คิดว่า มันมาพร้อมกับรายได้ของคนทำอาชีพนี้นะ ในเมือคนทำไม่ต้องเรียนจบมาด้านนี้ ก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ ด้วยไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ จึงทำให้เกิดแข่งขันเรื่องค่าผลงานที่จะได้รับ จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ที่ผู้บริโภคมีโอกาสที่จะเลือกมากขึ้น ได้ผลงานดีๆ ถูกๆไปใช้กัน

Comment by rickyx

ผมมองว่านี่คือสิ่งที่ทุกวิชาชีพในอนาคตควรจะเป็นด้วยซ้ำ การคืนอำนาจสู่ชาวบ้านที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาในสถาบันการศึกษา การคืนอำนาจสู่คนธรรมดาที่ไม่อยากเข้าไปร่วมสถาบันกับสมาคมทางวิชาชีพต่างๆ

ถ้ามองไปในสมัยอดีต ไม่นานมาก ก่อนยุคอุตสาหกรรมนี่เอง นายช่างต่างๆ เขาก็ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ใครอยากทำอะไรก็ทำกันเอง แต่ถ้างานไหนต้องการผู้เชี่ยวชาญพิเศษก็อาจจะไปจ้างมาสเตอร์จากหมู่บ้านข้างๆมาช่วย

และการจะเป็นมาสเตอร์ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปฝึกกับท่านปรมาจารย์สำนักใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว เพียงแต่หาโอกาสแสดงฝีมือให้ประจักษ์ได้ก็พอ (เห็นได้จากการที่เจ้าสำนักใหญ่วิชาดาบ มักต้องเสียเวลามาประลองกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ส่วนใครอยากได้เรซูเม่ดีดีง่ายๆก็มาสมัครเข้าเรียนด้วย แต่ใครคิดว่าพร้อมแล้ว แทนที่จะมาขอเรียนด้วย ก็มาท้าประลองด้วยชีวิตเลย)

ระบบการสร้างกักขังอำนาจไว้ให้พรรคพวกตัวเองเพื่งมาเริ่มไม่นานมานี่เอง เช่นหมอแย่งอำนาจการรักษาตัวเองออกไปจากมนุษย์ชาติ สถาปนิกแย่งอำนาจการสร้างบ้านเรือนตัวเองไปจากช่าง และอีกหลายต่อหลายวิชาชีพ ที่ใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือในการต้อนคนกลุ่มนึงเข้ามาเป็นพวก และใช้สมาคมวิชาชีพเป็นเกราะวิเศษเพื่อคุ้มครองพวกนั้น หรืออาจเลยเถิดไปจนถึงส่งพวกพ้องเข้าไปแก้กฎหมายกันเลยก็มี

ผมว่ามันเป็นกฎการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต สุดท้ายผู้ที่เหมาะสมที่สุดก็จะอยู่รอดต่อไปอยู่ดี แต่ที่น่าเศร้านิดนีงคือ จากประวัตืศาสตร์สังคมไทย คนที่เหมาะสมที่สุดมักไม่ไช่คนที่สมควรจะอยู่ที่สุดเสมอมา สังคมไทยไม่ได้สร้างมาให้คนที่เก่งและเข้มแข็งที่สุดอยู่ หากแต่เป็นคนที่ลื่นไหลและน่ารังเกียจที่สุดได้อยู่รอดเสมอมา ถ้าเอากฎนี้มาประยุกต์กับวิชาชีพกราฟิกดีไซน์ที่เมืองไทย ผมเชื่อว่านักออกแบบกราฟิกดีดีที่เหลืออยู่ ถ้าทางบ้านไม่รวยจริง คงต้องเปลี่ยนอาชีพกันไปหมดภายในสิบปีนี้แหล่ะครับ เหลือแต่พวกใช้โปรแกรมของไม่มีลิขสิทธิ์มาทำงานไสตล์ที่ไร้ความหมายด้วยราคาต่ำๆแย่งกันใส่ในportfolio แล้วพออายุมากขึ้นก็ปีนขึ้นไปตกลงมาเหมือนคนรุ่นก่อนเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ เพราะลูกค้าในสังคมไทย เขาไม่ได้ต้องการผู้ที่เข้มแข็งที่สุดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ถ้าจะแก้ไข ต้องไปแก้ที่ลูกค้าครับ ช่วยกันยกระดับลูกค้า และสังคม ยกระดับรสนิยมและความเข้าใจในการออกแบบของคนไทย ทำให้มันเป็นวาระแห่งชาติอย่างเร่งด่วนไปเลย เหมือนที่เพื่อนบ้าน ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี เขากระโดดข้ามเราไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

Comment by ด้วยความเคารพ

ชอบ comment ของคุณมาก ๆ

Comment by เก่ง

ชอบเม้นของคุณ ด้วยความเคารพ เหมือนกันครับ

Comment by เกมส์มันๆ

ขอแจมด้วยคนครับ

“จงเปลี่ยนตัวเอง อย่าพยายามเปลี่ยนคนอื่น”

ก่อนอื่นต้องยกระดับความคิดของนักออกแบบเองให้ได้ก่อน
เมื่อยกได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยกระดับลูกค้าครับ
เพราะลูกค้าจะยกระดับตัวเขาขึ้นมาเอง

เหมือนกับที่ว่า

อยากให้เขาเงยหน้าคุยกับเรา ต้องทำตัวเราให้สูงกว่า
ไม่ใช่ไปกดไหล่คนที่คุยด้วยให้ต่ำกว่า

ทำแบบนั้นเขาไม่ยอมรับหรอกครับ มันเป็น logic

Comment by dzure

บทความดีครับ อ่านเพลินเลย ^_-

Comment by DesignOHO




Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: